วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

 

แผนผังเว็ปไซด์


 


 


 


ดาวอังคาร

   ดาวอังคารบางทีก็เรียกกันว่าดาวแดงเพราะผิวพื้นเป็นหินสีแดง หินบนดาวอังคารที่มีสีแดงก็เพราะเกิดสนิมท้องฟ้าของดาวดังคารเป็นสีชมพูเพราะฝุ่นจากหินแดงที่ว่านี้   ผิวของดาวอังคารเหมือนกับทะเลหินแดง มีก้องหินใหญ่และหลุมลึก ภูเขาสูง หุบ เหว และเนินมากมาย หนึ่งปีบนดาวอังคารเกือบเทาสองปีโลก แต่หนึ่งวันบนดาวอังคารจะนานกว่าครึ่งชั่งโมงโลกเพียงเล็กน้อยดาวอังคารมีอากาศห่อหุ้มอยู่ไม่มากและเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลมพัดแรงจัดทำให้ฝุ่นฟุ้ง ไปทั้งดวงดาว ดาวอังคารมีขนาดโตประมาณครึ่งหนึ่งของโลก ดาวอังคารอยูไกลดวงอาทิตย์มากกว่าโลกจึงทำให้มีบรรยากาศหนาวเย็น อุณหภูมิบนดาวดวงนี้จะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

ที่มา

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phitsanulok/suwicha_p/mars.html


                                                                                                                           

 

หลังจากที่ได้ทำหัวข้อนี้เสร็จแล้วก็จะเริ่มจากแผนที่ดาวอังคารจากการถ่ายจากยานสำรวจ

 


 

แผนที่ของดาวอังคารจากการถ่าย

จากยานสำรวจดาว

 

ยานสำรวจดาวอังคาร Mars Global Surveyer ใช้เครื่องมือฉายแสงเลเซอร์อินฟราเรด (Mars Orbit Laser Altimeter - MOLA)
กราดไปบนพื้นผิวดาวอังคาร ในขณะที่ยานโคจรไปรอบๆ แล้วนำระยะทางบินผ่านของยาน กับเวลาที่ปล่อยแสงออก กับเวลาที่รับแสงกลับ
มาคำนวณหาค่าความสูงของพื้นผิว เพื่อทำแผนที่อย่างละเอียดของพื้นผิวดาวอังคาร โดยมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 เมตร
นับเป็นครั้งแรกที่เรามีแผนที่ดาวอังคารที่มีความละเอียดขนาดนี้


11526 
ในภาพจะเห็นหุบเขาขนาดใหญ่มีชื่อว่า Valles Marineres (แววเลส แมริแนริส) ซึ่งแปลว่า หุบเขาแห่งดาวอังคาร (The Meriner Valleys)
ซึ่งทอดตัวยาวถึง 3000 กิโลเมตร ส่วนที่ลึกที่สุด จะลึกจากพื้นถึง 8 กิโลเมตร เทียบกับ แกรนด์ แคนย่อน อันเป็นหุบเขาที่ลุึกที่สุดบนโลก
ที่มีความลึกที่สุดเพียง 2.4 กม(8000 ฟิต จากขอบเหวด้านเหนือ) แล้วก็จะเห็นได้ว่า ดาวอังคารมีความขรุขระกว่าโลกมากนัก

 

ที่มา


 

หลังจากทำเรื่องแผนที่เสร็จเรียบแล้วแล้วเราก็ต่อด้วยเรื่องประวัติของดาวอังคาร

 

ประวัติของดาวอังคาร

 

ชีวิตในดาวเคราะห์ดวงอื่นน่าจะมีขึ้นได้เช่นเดียวกับโลกเราแล้ว ดาวอังคารเป็นดาวที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด นักดาราศาสตร์บางคนเชื่อว่าดาวดวงนี้ต้องมีชีวิตบางประเภทอุบัติขึ้น อาจจะมีทั้งพืชและสัตว์ตลอดจนมนุษย์ถ้ามนุษย์ที่ดาวอังคารมีอยู่ไซร้ เขาหล่านั้นอาจจะฉลาดล้ำกว่ามนุษย์ในโลกเราก็เป็นได้ ดาวอังคารจึงเป็นดาวที่มนุษย์โลกสนใจมากที่สุด

              ดาวอังคารเป็นดาวดวงที่ 4 ของสุริยจักรวาล อยู่ห่าวจากดวงอาทิตย์ 142,000,000 ไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4,215 ไมล์ หมุนรอบตัวเองกินเวลารอบละ 24 1/2 ช.ม.   โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เ้วลาประมาณรอบละ 687 วันหรือเกือบ 2 ปี ของการโคจรของโลก รอบนอกของดาวอังคารจะห่อหุ้มด้วยบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซอ๊อกซิเจนเช่นเดียวกับบรรยากาศของโลก แต่ทว่ามีความหนาน้อยกว่า ที่ดาวดวงนี้มีน้ำอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์เชื่อมั่นว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้นแล้วในดาวดวงนี้


               บนดาวอังคารด้านที่ได้รับแสงสว่างเป็นเวลากลางวันนั้นมีอุณหภูมิประมาณ 70 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ในด้านที่เป็นกลางคืนนั้นอุณหภูมิจะลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ฤดูบนดาวอังคารก็มี 4 ฤดูเช่นเดียวกับบนโลก ในฤดูหนาวที่ขั้นทั้งสองจะมีน้ำแข็งปกคลุมขาวโพลนเป็นบริเวณกว้างขวาง แต่พอถึงฤดูร้อนก็ค่อย ๆ ละลายหมดไป เชื่อกันว่าน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกดาวอังคารนั้น หนาไม่เกิน 1 ฟุต ใช่แต่เท่านั้นเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์แรงสูง จะเห็นเส้นหรือแนวทางเป็นเส้นตัดทอดจากขั้วโลกทั้งสอง มายังบริเวณเส้นศูนย์สูตรจำนวนมากอีกด้วย ทำให้นักดาราศาสตร์คิดว่า อาจจะเป็นคลองระบายน้ำจากขั้วโลกมาสู่แถบเส้นศูนย์สูตรซึ่งสำเร็จขึ้นมาได้ด้วยฝีมือของมนุษย์ในโลกนั้นก็เป็นได้


 


 

 

พอทำประวัติเสร็จแล้วเราก้นำข้อมูลต่อไปมาเชื่อมต่อคือเรื่อง การค้นพบดาวอังคาร 

 

การค้นพบดาวอังคาร 

ยานอวกาศลำแรกที่ประสบความสำเร็จในการผ่านใกล้ดาวอังคาร คือ ยานมารีเนอร์ 4 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 ภาพที่ถ่ายทอดกลับมาจำนวน 22 ภาพแสดงให้เห็นว่าพื้นผิวดาวอังคารมีหลุมและบ่อมากมาย ยานอวกาศมารีเนอร์อีกหลายลำต่อมา สามารถถ่ายภาพพื้นผิวรวมกันแล้วได้ครบทั่วทุกบริเวณ โดยเห็นภาพละเอียดถึง 1 กิโลเมตร ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยให้นักภูมิศาสตร์ทำแผนที่ของดาวอังคารได้ทั้งดวง บนพื้นผิวของดาวอังคารจึงพบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางธรณีวิทยา เช่น ปล่องภูเขาไฟ หุบเหวกว้างและลึกร่องที่เหมือนกับร่องน้ำที่เคยเป็นทางน้ำไหลมาก่อน ยานที่สำรวจดาวอังคารต่อจากยานมารีเนอร์ คือ ยานไวกิง 2 ลำ แต่ละลำประกอบด้วยยานลำแม่ที่เคลื่อนรอบดาวอังคาร ในขณะที่ส่งยานลูกลงสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร ยานไวกิง 1 ลงที่ไครส์ พลาทิเนีย (Chryse Planitia) ซึ่งแปลว่า ที่ราบแห่งทองคำ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 เป็นเวลา 7 ปีหลังจากที่ นีล อาร์มสตรอง เหยียบดวงจันทร์ ต่อจากนั้นอีก 2 เดือน ยานไวกิง 2 ก็ลงในที่ราบทางเหนือชือที่ราบยูโทเปีย (Utopia) ยานทั้งสองมีแขนกลยื่นออกไปตักดินบนดาวอังคารมาวิเคราะห์ภายในยาน เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิต หรือซากของสิ่งมีชีวิต แต่การวิเคราะห์ไม่ยืนยันว่ามีหรือเคยมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ต่อจากยานไวกิงคือ ยานมาร์สพาธไฟเดอร์ ที่นำรถโซเจนเนอร์ไปด้วย ยานได้ลงบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2540 ภาพที่น่าตื่นเต้นคือการติดตามรถคันเล็กๆ เคลื่อนที่สำรวจก้อนหินใกล้ฐานซึ่ง ต่อมาได้รับชื่อว่า ฐานเซแกน ภาพก้อนหินที่เรียงในทิศทางเดียวกันชี้ให้ เห็นว่าบนดาวอังคารเคยมีน้ำไหลมาก่อน ล่าสุดยานมาร์สโกลบอล เซอร์เวเยอร์ ซึ่งกำลังเคลื่อนรอบดาวอังคารได้ส่งภาพหุบเหวที่เป็นร่องลึกหรือที่เรียกว่า แคนยอน ซึ่งคดเคี้ยวไปมา ในอนาคตสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น มีโครงการที่จะส่งยานอวกาศไปเก็บดินจากดาวอังคารกลับมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการบนโลก และอีกไม่นานมนุษย์จะเดินทางไปดาวอังคารเช่นเดียวกับการลงบนดวงจันทร์ เมื่อ พ.ศ. 2512

 


 




 

 

ที่มา


 

พอเสร็จสิ้นแล้วก็ต่อด้วยเรื่องการสำรวจดาวอังคาร

 

การสำรวจดาวอังคาร

 

ในอดีตทั้งรัสเซียและสหรัฐอเมริกาได้ส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคาร ยานไวกิ้งของสหรัฐอเมริกาได้ลงจอดบนดาวอังคาร 2 ลำ เมื่อ กว่า 20 ปีมาแล้ว และนั่นคือความสำเร็จในการสำรวจดาวอังคารล่าสุด


เมื่อปีพ.ศ. 2539 นานาชาติหันมาร่วมมือสำรวจดาวอังคาร และได้ส่งยาน Mars 96 ขึ้นไป แต่โชคร้ายยานตกสู่มหาสมุทรในโลก นับเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการเริ่มต้นสำรสวจดาวอังคารยุคใหม่


ปีพ.ศ. 2540 เป็นปีแห่งการสำรวจดาวอังคารที่สำคัญ จะมียานไปโคจรรอบและลงจิดบนดาวอังคาร มีรถไปวิ่ง และมีบอลลูนไปปล่อย


ยานชุดแรกที่ลงจอดบนดาวอังคาร


ยานพาธไฟน์เดอร์ สร้างโดยห้องปฏิบัติการเจพีแอล ขององค์การนาซา ยานลำนี้จะบรรทุกเครื่องมือเพื่อการทดลองต่างๆของประเทศในยุโรป ร่อนลงดาวอังคารโดยใช้ร่มชูชีพ ก่อนถึงพื้นยานจะเป่าถุงลมที่รวมกันหลายถุงเพื่อช่วยให้ยานลงแตะพื้นอย่างปลอดภัย



ที่มา

http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-697.html

 

ก็จะต่อด้วยเรื่องลักษณะของดวงดาว 

ลํกษณะของดวงดาว


ดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 4 ชื่อละตินของดาวอังคาร (Mars) มาจากชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของโรมัน หรือตรงกับเทพเจ้า Ares ของกรีก เป็นเพราะดาวอังคารปรากฏเป็นสีแดงคล้ายสีโลหิต บางครั้งจึงเรียกว่า "ดาวแดง" หรือ "Red Planet" (ความจริงมีสีค่อนไปทางสีส้มอมชมพูมากกว่า) สัญลักษณ์แทนดาวอังคาร คือ ♂ เป็นโล่และหอกของเทพเจ้ามาร์ส ดาวอังคารมีดาวบริวารหรือดวงจันทร์ขนาดเล็ก 2 ดวง คือ โฟบอสและดีมอส โดยทั้งสองดวงมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปกลม ซึ่งคาดกันว่าอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่หลงเข้ามาแล้วดาวอังคารคว้าดึงเอาไว้ให้อยู่ในเขตแรงดึงดูดของตน


ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์หิน (terrestrial planet) มีชั้นบรรยากาศเบาบาง พื้นผิวมีลักษณะคล้ายคลึงทั้งหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ และภูเขาไฟ หุบเขา ทะเลทราย และบริเวณน้ำแข็งขั้วโลก บนโลก ดาวอังคารมีภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะคือ ภูเขาไฟโอลิมปัส (Olympus Mons) และหุบเขาลึกที่มีชื่อว่า มาริเนริส (Marineris) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008 มีบทความ 3 บทความตีพิมพืลงในนิตรสาร "Nature" เกี่ยวกับหลักฐานของหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่มหึมา โดยมีความกว้าง 8,500 กิโลเมตร ยาว 10,600 กิโลเมตร[3][4] นอกจากนั้นสิ่งที่ดาวอังคารมีและคล้ายคลึงกับโลกก็คือ คาบการหมุนรอบตัวเองและฤดูกาล


ที่มา


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3


และก็เชื่อมต่อด้วยเรื่องลักษณะทางกายภาพ


ลักษณะทางกายภาพ


โดยภาพรวมนั้นดาวอังคารมีขนาดที่เล็กกว่าโลก คือมีความยาวของเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับรัศมีของโลกและมีน้ำหนักเทียบได้กับ 11% ของโลก ปริมาตร 15% ของโลก พื้นที่ผิวทั้งหมดของดาวอังคารยังน้อยว่าพื้นที่ที่เป็นพื้นดินของโลกเสียอีก[5] ส่วนสีของดาวที่เห็นเป็นสีส้ม-แดงนั้น เกิดจาก ไอร์ออน(II) ออกไซด์ ซึ่งเป็นที่รู้กันคือ แร่เหล็ก หรือสนิมเหล็กนั่นเอง[6]


 


ดาวเคราะห์บริวาร


 

























ชื่อภาพเส้นผ่านศูนย์กลาง (กม.)น้ำหนัก (กก.)ค่าเฉลี่ยของรัศมี (กม.)อัตราการหมุนรอบตัวเอง(ชม.)
โฟบอส
(Phobos)
22.2 (27 × 21.6 × 18.8)1.08E+169,3787.66
ดีมอส
(Deimos)
12.6 (10 × 12 × 16)2.0E+1523,40030.35


 


 ที่มา


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3#.E0.B8.A5.E0.B8.B1.E0.B8.81.E0.B8.A9.E0.B8.93.E0.B8.B0.E0.B8.97.E0.B8.B2.E0.B8.87.E0.B8.81.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.A0.E0.B8.B2.E0.B8.9E


 


 


และอีกเรื่องที่ต่อเชื่อมกันก็คือววงโคจรของดาวอังคาร


วงโครจรของดาวอังคาร


วงโคจร

วงโคจรของดาวอังคารเป็นวงโคจรที่เป็นวงรีมีจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด(perihelion) ห่างจากดวงอาทิตย์ 207 ล้านกิโลเมตร และจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด(aphelion) 249 ล้านกิโลเมตร จึงทำให้อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวมีความแตกต่างกันมาก แกนของดาวอังคารมีความเอียงเช่นเดียวกันกับโลกโดยมีความเอียงประมาณ 25.19 องศา ทำให้ช่วงเวลาหนึ่งแกนขั้วโลกเหนือของดาวอังคารชี้ไปยังดวงอาทิตย์ และอีกช่วงเวลาหนึ่งแกนขั้วโลกใต้ชี้ไปยังดวงอาทิตย์ บนดาวอังคารจึงมีฤดูกาลเช่นเดียวกันกับบนโลกแต่ว่าในแต่ละฤดูกาลจะมีความยาวนานกว่าเนื่องจากเวลาที่ใช้ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์มีความยาวนานกว่าโลกนั่นเอง



วงโคจรของดาวอังคาร

โครงสร้างของดาวอังคาร
ดาวอังคารมีขนาด(รัศมี)ประมาณครึ่งหนึ่งของโลกและมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลกซึ่งหมายความว่าดาวอังคารน่าจะเย็นตัวเร็วกว่าโลก แกนกลางที่เป็นโลหะของดาวอังคารจึงน่าที่จะเป็นของแข็ง แต่เนื่องด้วยความหนาแน่นของดาวอังคารค่อนข้างต่ำเมื่อเมื่อกับดาวเคราะห์หินอื่นๆจึงเชื่อได้ว่าแกนของดาวอังคารน่าจะมีส่วนผสมของซัลเฟอร์(sulphur) อยู่ในรูปของไอออนซัลไฟด์ (iron sulphide)



โครงสร้างของดาวอังคาร

รอบๆแกนของดาวอังคารจะเป็นชั้นแมนเทิลที่มีความหนามากเมื่อเทียบกับแกน โดยประกอบด้วยหินซิลิเกตเป็นหลัก ส่วนเปลือกที่เป็นหินชั้นนอกสุดของดาวอังคารจะมีความหนาประมาณ 80 กิโลเมตรในซีกโลกใต้ แต่จะมีความหนาเพียง 35 กิโลเมตรในซีกโลกเหนือ

ชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารค่อนข้างเบาบางมากคือมีความดันบรรยากาศเฉลี่ยที่พื้นผิวเพียง 0.6 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับโลก ชั้นบรรยากาศจะประกอบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลักประมาณ 95.3 เปอร์เซนต์ มีแก๊สไนโตรเจนและอาร์กอน ประมาณ 2.7 และ 1.6 เปอร์เซนต์ตามลำดับ นอกนั้นจะเป็นแก๊สอื่นๆ

การที่เราเห็นดาวอังคารมีสีแดง (ความจริงจะเห็นเป็นสีค่อนไปทางส้มอมชมพู) เนื่องจากมีฝุ่นของไอออนออกไซด์ (iron oxide) หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็น สนิมเหล็ก อากาศบนดาวอังคารจะมีความแปรปรวนสูงมาก โดยในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ลมจะพัดจากซีกโลกใต้ที่ร้อนกว่าไปยังซีกโลกเหนือ ซึ่งจะพัดพาเอาฝุ่นละอองต่างๆขึ้นไปสูงได้ถึง 1 กิโลเมตร ซึ่งพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นนี้จะปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวอังคารเลยทีเดียว และพายุฝุ่นนี่เองที่พัดมานานหลายศตวรรษทำให้พื้นผิวของดาวอังคารมีลักษณะเป็นแนวสันของหิน (yardangs or rock ridges) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน



ภาพแสดงแนวสันของหินที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารเนื่องจากการพัดของลมพายุ
 ที่มา


 

และก็ต่อด้วยเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

เชื่อพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารตั้งแต่ 30 ปีก่อนแต่เผลอทำลายไปแล้ว

เอเอฟพี - ยานสำรวจลำเล็ก 2 ลำที่ลงสู่พื้นผิวดาวอังคาร ในโครงการ "ไวกิ้ง" เมื่อ 30 ปีก่อนอาจพบสิ่งมีชีวิตบนดาวแดงแล้ว อีกทั้งเป็นไปได้ว่าได้ทำลายพวกมันอย่างไม่ตั้งใจ

2 นักดาราศาสตร์ชีววิทยา เดิร์ก ชูลเซ-มาคุช (Dirk Schulze-Makuch) กับ จูป ฮุตคูเปอร์ (Joop Houtkooper) ร่วมกันเปิดเผยระหว่างการประชุมสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน (American Astronomical Society) ว่า ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร น่าจะถูกค้นพบแล้วตั้งแต่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ส่งยาน "ไวกิ้ง" (Viking) ออกไปสำรวจเมื่อ 30 ปีก่อน และผลการเก็บตัวอย่างก็ถูกเพิกเฉยมากกว่า 10 ปี

ทั้งคู่เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารน่าจะมีสภาพคล้ายจุลินทรีย์ ซึ่งใช้ส่วนผสมระหว่างน้ำกับไฮโดรเจนเปอร็อกไซด์ (H2O2) เป็นของเหลวภายในของพวกมัน ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการไวกิ้งไม่ได้มองหาสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพา H2O2 เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งสิบกว่าปีหลังมานี้เอง จึงมีการศึกษาสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งอาศัยในสิ่งแวดล้อมยากลำบากสุดโต่ง เช่น เขตรอยร้าวภูเขาไฟใต้มหาสมุทร และได้พบสิ่งมีชีวิตแบบนี้

นักดาราศาสตร์ชีววิทยาทั้ง 2 บอกว่า การทดลองบนยานสำรวจของไวกิ้งที่นำเอาดินจากดาวอังคารมาผสมกับน้ำ อาจทำให้สิ่งมีชีวิตที่น่าจะติดมาด้วยต้องตายไป เพราะจุลินทรีย์ที่ใช้ส่วนผสมของน้ำกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เมื่อเจอกับน้ำก็จะจมน้ำตายหรือไม่ก็ระเบิดแตกตาย

 ที่มา


และสุดท้ายก็รวบรวมจัดข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันและตกแต่งขึ้นเพื่อให้ดูสมบูรณ์

 


 



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น