ดาวอังคาร
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phitsanulok/suwicha_p/mars.html
กราดไปบนพื้นผิวดาวอังคาร ในขณะที่ยานโคจรไปรอบๆ แล้วนำระยะทางบินผ่านของยาน กับเวลาที่ปล่อยแสงออก กับเวลาที่รับแสงกลับ
มาคำนวณหาค่าความสูงของพื้นผิว เพื่อทำแผนที่อย่างละเอียดของพื้นผิวดาวอังคาร โดยมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 เมตร
นับเป็นครั้งแรกที่เรามีแผนที่ดาวอังคารที่มีความละเอียดขนาดนี้
ในภาพจะเห็นหุบเขาขนาดใหญ่มีชื่อว่า Valles Marineres (แววเลส แมริแนริส) ซึ่งแปลว่า หุบเขาแห่งดาวอังคาร (The Meriner Valleys)
ซึ่งทอดตัวยาวถึง 3000 กิโลเมตร ส่วนที่ลึกที่สุด จะลึกจากพื้นถึง 8 กิโลเมตร เทียบกับ แกรนด์ แคนย่อน อันเป็นหุบเขาที่ลุึกที่สุดบนโลก
ที่มีความลึกที่สุดเพียง 2.4 กม(8000 ฟิต จากขอบเหวด้านเหนือ) แล้วก็จะเห็นได้ว่า ดาวอังคารมีความขรุขระกว่าโลกมากนัก
ดาวอังคารเป็นดาวดวงที่ 4 ของสุริยจักรวาล อยู่ห่าวจากดวงอาทิตย์ 142,000,000 ไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4,215 ไมล์ หมุนรอบตัวเองกินเวลารอบละ 24 1/2 ช.ม. โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เ้วลาประมาณรอบละ 687 วันหรือเกือบ 2 ปี ของการโคจรของโลก รอบนอกของดาวอังคารจะห่อหุ้มด้วยบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซอ๊อกซิเจนเช่นเดียวกับบรรยากาศของโลก แต่ทว่ามีความหนาน้อยกว่า ที่ดาวดวงนี้มีน้ำอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์เชื่อมั่นว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้นแล้วในดาวดวงนี้
บนดาวอังคารด้านที่ได้รับแสงสว่างเป็นเวลากลางวันนั้นมีอุณหภูมิประมาณ 70 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ในด้านที่เป็นกลางคืนนั้นอุณหภูมิจะลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ฤดูบนดาวอังคารก็มี 4 ฤดูเช่นเดียวกับบนโลก ในฤดูหนาวที่ขั้นทั้งสองจะมีน้ำแข็งปกคลุมขาวโพลนเป็นบริเวณกว้างขวาง แต่พอถึงฤดูร้อนก็ค่อย ๆ ละลายหมดไป เชื่อกันว่าน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกดาวอังคารนั้น หนาไม่เกิน 1 ฟุต ใช่แต่เท่านั้นเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์แรงสูง จะเห็นเส้นหรือแนวทางเป็นเส้นตัดทอดจากขั้วโลกทั้งสอง มายังบริเวณเส้นศูนย์สูตรจำนวนมากอีกด้วย ทำให้นักดาราศาสตร์คิดว่า อาจจะเป็นคลองระบายน้ำจากขั้วโลกมาสู่แถบเส้นศูนย์สูตรซึ่งสำเร็จขึ้นมาได้ด้วยฝีมือของมนุษย์ในโลกนั้นก็เป็นได้
ในอดีตทั้งรัสเซียและสหรัฐอเมริกาได้ส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคาร ยานไวกิ้งของสหรัฐอเมริกาได้ลงจอดบนดาวอังคาร 2 ลำ เมื่อ กว่า 20 ปีมาแล้ว และนั่นคือความสำเร็จในการสำรวจดาวอังคารล่าสุด
เมื่อปีพ.ศ. 2539 นานาชาติหันมาร่วมมือสำรวจดาวอังคาร และได้ส่งยาน Mars 96 ขึ้นไป แต่โชคร้ายยานตกสู่มหาสมุทรในโลก นับเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการเริ่มต้นสำรสวจดาวอังคารยุคใหม่
ปีพ.ศ. 2540 เป็นปีแห่งการสำรวจดาวอังคารที่สำคัญ จะมียานไปโคจรรอบและลงจิดบนดาวอังคาร มีรถไปวิ่ง และมีบอลลูนไปปล่อย
ยานชุดแรกที่ลงจอดบนดาวอังคาร
ยานพาธไฟน์เดอร์ สร้างโดยห้องปฏิบัติการเจพีแอล ขององค์การนาซา ยานลำนี้จะบรรทุกเครื่องมือเพื่อการทดลองต่างๆของประเทศในยุโรป ร่อนลงดาวอังคารโดยใช้ร่มชูชีพ ก่อนถึงพื้นยานจะเป่าถุงลมที่รวมกันหลายถุงเพื่อช่วยให้ยานลงแตะพื้นอย่างปลอดภัย
ดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 4 ชื่อละตินของดาวอังคาร (Mars) มาจากชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของโรมัน หรือตรงกับเทพเจ้า Ares ของกรีก เป็นเพราะดาวอังคารปรากฏเป็นสีแดงคล้ายสีโลหิต บางครั้งจึงเรียกว่า "ดาวแดง" หรือ "Red Planet" (ความจริงมีสีค่อนไปทางสีส้มอมชมพูมากกว่า) สัญลักษณ์แทนดาวอังคาร คือ ♂ เป็นโล่และหอกของเทพเจ้ามาร์ส ดาวอังคารมีดาวบริวารหรือดวงจันทร์ขนาดเล็ก 2 ดวง คือ โฟบอสและดีมอส โดยทั้งสองดวงมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปกลม ซึ่งคาดกันว่าอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่หลงเข้ามาแล้วดาวอังคารคว้าดึงเอาไว้ให้อยู่ในเขตแรงดึงดูดของตน
ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์หิน (terrestrial planet) มีชั้นบรรยากาศเบาบาง พื้นผิวมีลักษณะคล้ายคลึงทั้งหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ และภูเขาไฟ หุบเขา ทะเลทราย และบริเวณน้ำแข็งขั้วโลก บนโลก ดาวอังคารมีภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะคือ ภูเขาไฟโอลิมปัส (Olympus Mons) และหุบเขาลึกที่มีชื่อว่า มาริเนริส (Marineris) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008 มีบทความ 3 บทความตีพิมพืลงในนิตรสาร "Nature" เกี่ยวกับหลักฐานของหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่มหึมา โดยมีความกว้าง 8,500 กิโลเมตร ยาว 10,600 กิโลเมตร[3][4] นอกจากนั้นสิ่งที่ดาวอังคารมีและคล้ายคลึงกับโลกก็คือ คาบการหมุนรอบตัวเองและฤดูกาล
ที่มา
และก็เชื่อมต่อด้วยเรื่องลักษณะทางกายภาพ
ลักษณะทางกายภาพ
โดยภาพรวมนั้นดาวอังคารมีขนาดที่เล็กกว่าโลก คือมีความยาวของเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับรัศมีของโลกและมีน้ำหนักเทียบได้กับ 11% ของโลก ปริมาตร 15% ของโลก พื้นที่ผิวทั้งหมดของดาวอังคารยังน้อยว่าพื้นที่ที่เป็นพื้นดินของโลกเสียอีก[5] ส่วนสีของดาวที่เห็นเป็นสีส้ม-แดงนั้น เกิดจาก ไอร์ออน(II) ออกไซด์ ซึ่งเป็นที่รู้กันคือ แร่เหล็ก หรือสนิมเหล็กนั่นเอง[6]
ดาวเคราะห์บริวาร
| ชื่อ | ภาพ | เส้นผ่านศูนย์กลาง (กม.) | น้ำหนัก (กก.) | ค่าเฉลี่ยของรัศมี (กม.) | อัตราการหมุนรอบตัวเอง(ชม.) |
|---|---|---|---|---|---|
| โฟบอส (Phobos) | 22.2 (27 × 21.6 × 18.8) | 1.08E+16 | 9,378 | 7.66 | |
| ดีมอส (Deimos) | 12.6 (10 × 12 × 16) | 2.0E+15 | 23,400 | 30.35 |
ที่มา
และอีกเรื่องที่ต่อเชื่อมกันก็คือววงโคจรของดาวอังคาร
วงโครจรของดาวอังคาร
วงโคจร
วงโคจรของดาวอังคาร
ดาวอังคารมีขนาด(รัศมี)ประมาณครึ่งหนึ่งของโลกและมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลกซึ่งหมายความว่าดาวอังคารน่าจะเย็นตัวเร็วกว่าโลก แกนกลางที่เป็นโลหะของดาวอังคารจึงน่าที่จะเป็นของแข็ง แต่เนื่องด้วยความหนาแน่นของดาวอังคารค่อนข้างต่ำเมื่อเมื่อกับดาวเคราะห์หินอื่นๆจึงเชื่อได้ว่าแกนของดาวอังคารน่าจะมีส่วนผสมของซัลเฟอร์(sulphur) อยู่ในรูปของไอออนซัลไฟด์ (iron sulphide)
โครงสร้างของดาวอังคาร
ชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารค่อนข้างเบาบางมากคือมีความดันบรรยากาศเฉลี่ยที่พื้นผิวเพียง 0.6 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับโลก ชั้นบรรยากาศจะประกอบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลักประมาณ 95.3 เปอร์เซนต์ มีแก๊สไนโตรเจนและอาร์กอน ประมาณ 2.7 และ 1.6 เปอร์เซนต์ตามลำดับ นอกนั้นจะเป็นแก๊สอื่นๆ
การที่เราเห็นดาวอังคารมีสีแดง (ความจริงจะเห็นเป็นสีค่อนไปทางส้มอมชมพู) เนื่องจากมีฝุ่นของไอออนออกไซด์ (iron oxide) หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็น สนิมเหล็ก อากาศบนดาวอังคารจะมีความแปรปรวนสูงมาก โดยในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ลมจะพัดจากซีกโลกใต้ที่ร้อนกว่าไปยังซีกโลกเหนือ ซึ่งจะพัดพาเอาฝุ่นละอองต่างๆขึ้นไปสูงได้ถึง 1 กิโลเมตร ซึ่งพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นนี้จะปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวอังคารเลยทีเดียว และพายุฝุ่นนี่เองที่พัดมานานหลายศตวรรษทำให้พื้นผิวของดาวอังคารมีลักษณะเป็นแนวสันของหิน (yardangs or rock ridges) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ภาพแสดงแนวสันของหินที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารเนื่องจากการพัดของลมพายุ
ที่มา
เอเอฟพี - ยานสำรวจลำเล็ก 2 ลำที่ลงสู่พื้นผิวดาวอังคาร ในโครงการ "ไวกิ้ง" เมื่อ 30 ปีก่อนอาจพบสิ่งมีชีวิตบนดาวแดงแล้ว อีกทั้งเป็นไปได้ว่าได้ทำลายพวกมันอย่างไม่ตั้งใจ
2 นักดาราศาสตร์ชีววิทยา เดิร์ก ชูลเซ-มาคุช (Dirk Schulze-Makuch) กับ จูป ฮุตคูเปอร์ (Joop Houtkooper) ร่วมกันเปิดเผยระหว่างการประชุมสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน (American Astronomical Society) ว่า ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร น่าจะถูกค้นพบแล้วตั้งแต่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ส่งยาน "ไวกิ้ง" (Viking) ออกไปสำรวจเมื่อ 30 ปีก่อน และผลการเก็บตัวอย่างก็ถูกเพิกเฉยมากกว่า 10 ปี
ทั้งคู่เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารน่าจะมีสภาพคล้ายจุลินทรีย์ ซึ่งใช้ส่วนผสมระหว่างน้ำกับไฮโดรเจนเปอร็อกไซด์ (H2O2) เป็นของเหลวภายในของพวกมัน ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการไวกิ้งไม่ได้มองหาสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพา H2O2 เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งสิบกว่าปีหลังมานี้เอง จึงมีการศึกษาสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งอาศัยในสิ่งแวดล้อมยากลำบากสุดโต่ง เช่น เขตรอยร้าวภูเขาไฟใต้มหาสมุทร และได้พบสิ่งมีชีวิตแบบนี้
นักดาราศาสตร์ชีววิทยาทั้ง 2 บอกว่า การทดลองบนยานสำรวจของไวกิ้งที่นำเอาดินจากดาวอังคารมาผสมกับน้ำ อาจทำให้สิ่งมีชีวิตที่น่าจะติดมาด้วยต้องตายไป เพราะจุลินทรีย์ที่ใช้ส่วนผสมของน้ำกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เมื่อเจอกับน้ำก็จะจมน้ำตายหรือไม่ก็ระเบิดแตกตาย